รีวิว Cadaver หนังสยองขวัญวันโรงละครเปิด

Share with your friends

หนังสยองขวัญสัญชาตินอร์เวย์ที่หาชมได้ทางสตรีมมิ่ง Netflix ที่โฟกัสไปสามพ่อแม่ลูกซึ่งเดินทางไปยังโรงละครแห่งหนึ่ง แต่พวกเขากลับพบเรื่องราวลึกลับสยองขวัญเกินจินตนาการ

Cadaver บอกเล่าเรื่องราวของช่วงเวลาที่บ้านเมืองได้รับผลกระทบจากนิวเคลียร์จนประชาชนกลายเป็นคนจรจัด เหลือเพียงแต่โรงแรมหรูที่เนินเขาสูงเท่านั้นที่ยังดูเหมือนยังมีน้ำไฟและอาหารอันอุดมสมบูรณ์ เลโอ นอร์ร่า (กิตเต้ วิตต์) และยาค็อบ (โทมัส กัลเลสเตด) คือสองสามีภรรยาที่ต้องพยายามเอาตัวรอดอย่างปากกัดตีนถีบท่ามกลางสภาพเมืองใกล้ร้างและเต็มไปด้วยผู้คนที่พร้อมฉกชิงวิ่งราว จนกระทั่งเธอและประชาชนคนอื่นๆได้รับคำเชิญให้ไปโรงแรมที่เนินเขา ซึ่งจะมีการเปิดแสดงละครเวทีให้ชมแบบฟรีๆ

เลโอ นอร์ร่าที่เคยประกอบอาชีพนักแสดงมาก่อน เธอจังโหยหา “ความบันเทิง” ที่เธอเคยมีความสุข เธอและสามีรวมถึงลูกสาวอย่างอลิซ (ทูวา โอลิเวีย เรมแมน) ไปการแสดงซึ่งมีมาธิอัส (ธอร์บยอร์น ฮาร์) เป็นผู้ดำเนินกิจการ เมื่อครอบครัวนี้เดินทางไปถึง พวกเขาได้รับประทานอาหารที่รสชาติดี แต่ก่อนที่ละครจะเริ่มต้นพวกเขาก็รับการชี้แจงว่า ผู้เข้าร่วมชมละครทุกคนจะต้องสวมหน้าตลอดการแสดง เนื่องจากนักแสดงทุกคนจะถอดหน้ากาก และทั้งโรงแรมแห่งนี้คือโรงละคร พวกเขาสามารถเดินเยี่ยมชมได้อย่างอิสระ

ทั้งสามพ่อแม่ลูกจึงเริ่มออกเดินสำรวจการแสดงในแต่ละห้องที่มี “เรื่องราว” ที่แตกต่างกันออกไป ไม่นานนักความผิดปกติก็เริ่มต้นขึ้นเมื่อผู้เข้าร่วมชมการแสดงคนอื่นได้หายตัวไปอย่างไร้ร่องรอย และอลิซก็หายตัวไปเช่นกัน ทำให้เลโอและยาค็อบต้องออกตามหาลูกสาวท่ามกลางโรงละครที่ตอนนี้เหมือนจะเหลือแค่เพียงนักแสดงที่ดูไม่น่าไว้วางใจเลยสักคน

ช่วงเวลาครึ่งเรื่องแรกถือได้ว่าหนังนำเสนอความน่าพิศวงของตัวโรงแรม การแสดงอันแปลกประหลาดออกมาได้น่าสนใจมาก เพราะเมื่อตัวหนังได้เริ่มแบ่งแยกตัวละครเป็นสองฝั่งคือนักแสดงและผู้เข้าร่วมงาน ยิ่งสร้างความไม่น่าไว้วางใจให้กับตัวละครอื่นๆว่าตกลงแล้วพวกเขามาดีหรือมาร้ายและอันตรายจะคืบคลานมาหาพวกเขาเมื่อไหร่ มิหนำซ้ำยังมีคนแต่งตัวเหมือนคนขายเนื้อตามตลาดออกเดินไปมา ตอนนี้สิ่งเดียวที่เลโอทำได้คือการออกตามหาลูกสาวของตัวเองให้เจอ

Cadaver เป็นหนังที่จัดได้ว่าดูสนุกและเก็บงำความลับอันน่าสะพรึงของตัวโรงแรม (หรือโรงละคร) แห่งนี้ได้เป็นอย่างดี แม้ว่าบางอย่างจะไม่ได้อยู่เหนือความคาดหมายนัก แต่เราก็พบว่าหนังได้สอดแทรกประเด็นทางสังคมที่น่าสนใจว่าบางครั้งการเอาชีวิตรอดนั้นคนเราก็จำเป็นจะต้องลงมือทำบางสิ่งที่ขัดกับศีลธรรม เมื่อมันเป็นเรื่องของปากท้องและความอยู่รอด และยิ่งเมื่อเส้นทางข้างหน้าเต็มไปด้วยความมืดมิด การหันหลังกลับไปมอง “แสงไฟ” ที่ยังสว่างอยู่ โดยที่แสงดังกล่าวอาจจะเป็นแสงแห่งความชั่วร้ายก็ตาม